วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

iso

ISO เป็นคำที่มาจากภาษากรีกโบราณ ความหมายเมื่อแปลเป็นไทยแปลว่า "เท่ากับ" นั่นเอง แต่เรามักจะเจอคำนี้แทนคำว่า "มาตรฐาน" ในหลายๆ ครั้ง
สำหรับคำ ว่า ISO ในเรื่องของการถ่ายภาพ ก็จะหมายถึงค่ามาตรฐานที่บอกความไวแสงของเซ็นเซอร์ของกล้องดิจิตอล ยิ่งมีค่าความไวแสงมากขึ้นเท่าไหร่ (ISO เลขสูงๆ) ก็จะยิ่งใช้แสงน้อยเท่านั้นในการเก็บภาพ พูดกันแบบภาษาชาวบ้านก็คือยิ่งค่า ISO สูงขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดี คือเมื่อจำเป็นต้องใช้แสงน้อยก็สามารถตั้งความเร็วชัตเตอร์สูงขึ้นได้ ทำให้โอกาสเบลอของภาพน้อยลงนั่น

Name:  iso.jpg
Views: 15497
Size:  28.1 KB
จากภาพ - ภาพนี้ตั้งค่ารูรับแสง F5.0 และความเร็วชัตเตอร์ 1/200 วินาทีคงที่ จะเห็นว่าเมื่อ ISO สูงขึ้นภาพจะสว่างมากขึ้น

แต่ทั้ง นี้และทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ายิ่ง ISO ยิ่งสูงจะยิ่งดี แม้ว่าที่ ISO ต่ำๆจะต้องการแสงมาก แต่ก็จะให้ภาพที่มี Noise (ที่เห็นเป็นจุดๆๆๆ) น้อยที่สุด ทำให้รายละเอียดของภาพไม่เสียไป แตกต่างจากเมื่อใช้ ISO สูงขึ้น ก็จะปรากฎ Noise มากขึ้นตามลำดับ แต่ทั้งนี้ Noise ก็ขึ้นอยู่กับรุ่น/ยี่ห้อของกล้องด้วย เช่นกล้อง dSLR ซึ่งมี sensor ขนาดใหญ่ มักจะมี Noise น้อยมาก แม้ที่ ISO สูงๆก็ตาม

Name:  noise.jpg
Views: 14999
Size:  29.1 KB
จากภาพ - ภาพนี้ถ่ายด้วย ISO 1600 เมื่อขยายดูรายละเอียด จะเห็นว่าภาพเป็นจุดๆ นั่นแหละที่เรียกว่า Noise

การตั้งค่า ISO สำหรับถ่ายรูป
ปกติกล้อง จะถูกตั้ง ISO เป็น Auto ไว้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะทำงานได้ดีเฉพาะถ่ายกลางแจ้งเท่านั้น ดังนั้นการปรับค่า ISO ให้เหมาะสมก็มีความจำเป็น เช่น ในกรณีที่ถ่ายในที่มืดแล้วไม่ต้องการใช้แฟลช โดยอย่าลืมว่าเมื่อปรับค่า ISO แล้วค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์จะเปลี่ยนไปด้วยนะครับ

AUTO ISO - อันนี้กล้องจะเป็นตัวจัดการปรับค่า ISO ให้เองโดยอัตโนมัติ โดยจะดูจากแสงที่ตัวแบบที่จะถ่าย คนถ่ายไม่ต้องไม่ยุ่งกับมัน แต่อย่างที่บอก กล้องมักจะเก่งเวลาถ่ายกลางแจ้งเท่านั้น
ISO 50 - 80 - เหมาะสำหรับถ่ายกลางแจ้งที่มีแสงจัดๆ ไม่ว่าจะเป็นถ่ายวิว ถ่ายคน ให้คุณภาพที่ดีที่สุด Noise จะปรากฏให้เห็นน้อยที่สุด แต่ไม่ใช่กล้องทุกรุ่นจะถ่ายที่ ISO นี้ได้
ISO 100 - เป็นค่าที่นิยมกันมากที่สุดสำหรับถ่ายกลางแจ้ง ว่ากันตามทฤษฏี คุณภาพขอภาพจะด้อยลงนิดหน่อย แต่เอาเข้าจริงก็ยากจะแยกออกจาก ISO 50-80
ISO 200 - เหมาะสำหรับถ่ายในวันที่ท้องฟ้าไม่ใส ในร่มที่ไม่มืดนัก คุณภาพของภาพยังจัดว่าดี แต่อาจจะเริ่มมี Noise ปรากฏให้เห็นบ้าง
ISO 400 และสูงกว่า มักจะใช้ถ่ายในร่มมากๆหรือกลางคืนเมื่อไม่ต้องการใช้แฟลช ยิ่งสูงยิ่งปรากฏให้เห็น Noise เยอะ ส่วนจะเยอะแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับกล้องยี่ห้อ/รุ่นนั้นๆด้วย
ก็หวังว่า ทุกคนคงจะพอเข้าใจและเลือกใช้ ISO ได้เหมาะสม ส่วน ISO 9001 หรือ ISO14000 ที่พวกบริษัทหรือโรงงานมักจะบอกว่าได้กัน อันนั้นมันคนละเรื่องกันนะครับ อย่าเอามาปนกันเด็ดขาด!!

หวังว่าจะมีประโยชน์กันนะครับ
ข้อมูลและภาพประกอบโดย
Powered by Kman

www.Klongdigital.com

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

iso

ความไวแสง (ISO)ค่า ความไวแสง หรือค่า ISO คือค่ามาตรฐานสากลที่ถูกกำหนดขึ้นโดยองค์การ International Organization for Standardization อันที่จริงค่า ISO ได้ถูกกำหนดขึ้นมากมายในหลายๆ ด้านเพื่อใช้เป็นมาตรฐานทั่วโลก เช่นมาตรฐานด้านความสะอาด มาตรฐานด้านความปลอดภัยเป็นต้น สำหรับการถ่ายภาพค่า ISO ได้นำมาใช้ตั้งแต่ยุคกล้องฟิล์ม ฟิล์มที่ใช้ถ่ายภาพจะมีค่าความไวแสงหรือค่า ISO ต่างกันตามชนิดของฟิล์ม เพื่อให้เราสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมกับงาน เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิตอลซึ่งเปลี่ยนจากฟิล์มมาเป็นเซนเซอร์รับภาพ ค่า ISO จึงเป็นค่าที่ใช้บอกคุณสมบัติในการรับแสงของเซนเซอร์แต่ละตัวที่ใช้ในกล้อง ดิจิตอลว่ามีช่วงการรับแสงมากน้อยแค่ไหน
ค่า ISO มีหน่วยความต่างเป็นสตอปเช่นเดียวกับค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะมีค่าความไวแสงอยู่ในช่วง ISO 100 ไปจนถึง ISO 1600 สำหรับกล้องบางรุ่นจะมีช่วงการรับแสงกว้างมากกว่ากล้องทั่วไป เช่นความไวแสงต่ำ ISO 50 หรือค่า ISO ที่สูงมากถึง 102400 ซึ่งเป็นกล้องสำหรับมืออาชีพที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษและมีราคาสูง
ในการปรับตั้งโดยทั่วไปจะปรับเป็นขั้นละ 1 สตอป สำหรับกล้องที่มีการปรับตั้งอย่างละเอียดอาจแบ่งเป็นขั้นละ 1/2 หรือ 1/3 สตอป
ตารางแสดงค่าความไวแสงSTANDARD FULL STOP ISO SCALE (ความไวแสงมาตรฐาน ขั้นละ 1 สตอป)
ISO 50 100 200 400 800 1600 3200 6400 12800 25600

ONE-HALF-STOP ISO SCALE (ความไวแสงขั้นละ 1/2 สตอป)
ISO 100 140 200 280 400 560 800 1100 1600 2200 3200

ONE-THIRD-STOP ISO SCALE (ความไวแสงขั้นละ 1/3 สตอป)
ISO 64 80 100 125 160 200 250 320 400 500 640 800 1000
ผลจากการปรับเปลี่ยนค่าความไวแสงการ ปรับเปลี่ยน ISO จะมีผลทำให้เซนเซอร์มีความไวในการทำปฏิกริยาต่อแสงเปลี่ยนไป ถ้าเลือกค่า ISO ต่ำความไวต่อแสงจะมีน้อยทำให้ต้องเปิดรับแสงมากขึ้นหรือนานขึ้น แต่ถ้าเลือกค่า ISO สูงความไวต่อแสงจะมีมากจึงต้องเปิดรับแสงน้อยลงหรือใช้เวลาเปิดรับแสงสั้นลง ยกตัวอย่างเช่น ที่ค่า ISO 100 มิเตอร์วัดแสงในตัวกล้องอ่านค่าเปิดรับแสงที่ต้องใช้อยู่ที่ F5.6 ความเร็วชัตเตอร์ 1/15 วินาที หากเราเปลี่ยนไปใช้ความไวแสงที่สูงขึ้นเป็น ISO 200 ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนค่ารูรับแสงหรือความเร็วชัตเตอร์ให้ลดลงเพื่อให้ได้ค่า แสงที่พอดีดังเดิม โดยเลือกปรับตามสถานการณ์ให้เหมาะสม เช่นหากต้องการความเร็วชัตเตอร์ที่สูงขึ้นก็ให้ปรับไปที่ 1/30 วินาที และคงค่ารูรับแสงไว้ ค่าที่ได้ก็จะเป็นดังนี้ ISO 200, F5.6, 1/30 วินาที แต่หากภาพที่ถ่ายไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงแต่ต้องการคุมระยะชัด ให้มากขึ้นก็ให้เลือกเปลี่ยนค่ารูรับแสงแทนดังนี้ ISO 200, F8, 1/15 วินาที
จะ เห็นว่าในการควบคุมค่าแสงนอกจากจะใช้ความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสงเป็นตัวควบ คุมแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จำเป็นมากนั่นก็คือค่าความไวแสง หรือค่า ISO การปรับเปลี่ยนค่าใดค่าหนึ่งจะส่งผลให้ต้องปรับเปลี่ยนค่าอื่นตามไปด้วย เพื่อให้ภาพได้รับแสงพอดี ซึ่งในแต่ละค่าก็จะมีคุณสมบัติที่ต่างกัน การจะเลือกปรับค่าใดก็ต้องพิจารณาจากสถานการณ์ในขณะนั้นเป็นหลัก
ตารางแสดงตัวอย่างความสัมพันธ์ในการปรับตั้งค่าความไวแสง ความเร็วชัตเตอร์ และรูรับแสง

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11
ISO 100 200 200 400 400 800 800 1600 1600 3200 3200
ความเร็วชัตเตอร์ 1/15 1/30 1/15 1/60 1/15 1/125 1/15 1/250 1/15 1/500 1/15
ขนาดรูรับแสง F4 F4 F5.6 F4 F8 F4 F11 F4 F16 F4 F22
จากตารางค่าการเปิดรับแสงแต่ละแถวในแนวตั้ง จะให้ปริมาณแสงที่เท่ากันหมดแต่จะให้ผลของภาพต่างกันขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนค่าที่เลือก
อย่าง เช่นในแถวแรก เลือกใช้ความไวแสง ISO 100 จะได้ภาพที่มีคุณภาพดีไม่มีสัญญาณรบกวนหรือนอยส์ แต่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำเพียง 1/15 วินาที ซึ่งเหมาะกับการถ่ายสิ่งของที่ไม่มีการเคลื่อนไหวและใช้ขาตั้งในการถ่าย
เมื่อ เปรียบกับค่าในแถวที่ 8 ที่ใช้ความไวแสงสูงถึง ISO 1600 และเลือกที่จะคงขนาดรูรับแสงไว้ตามเดิมคือ F4 ทำให้สามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้สูงขึ้นคือ 1/250 วินาที ซึ่งไวพอให้เราสามารถถือกล้องถ่ายด้วยมือหรือถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ แต่จะปรากฏสัญญาณรบกวน (Noise) ในภาพมาก ทำให้คุณภาพของภาพลดลงเนื่องจากใช้ความไวแสงสูง
ในแถวที่ 9 ใช้ความไวแสงเช่นเดียวกับแถว 8 คือ ISO 1600 แต่คงความเร็วชัตเตอร์ไว้ตามเดิมคือ 1/15 ขนาดรูรับแสงที่ F16 ทำให้เราได้ภาพที่มีช่วงระยะชัดในภาพมากขึ้น และจะปรากฏสัญญาณรบกวนในภาพมากเช่นเดียวกัน
สำหรับ ค่าความไวแสงนั้นถึงแม้จะสามารถปรับเลือกได้ตามต้องการแต่มันก็มีข้อจำกัด ที่ทำให้เราต้องระมัดระวังในการเลือกใช้เช่นกัน ค่าความไวแสงที่ให้คุณภาพของภาพที่ดีสุดและถือเป็นค่ามาตรฐานคือค่าความไว แสงที่ช่วง ISO 100 และ 200 การตั้งความไวแสงให้สูงเกินกว่า ISO200 ขึ้นไปจะทำให้คุณภาพของภาพลดลด ซึ่งจะปรากฏเป็นสัญญาณรบกวนทำให้ภาพหยาบมี ลักษณะเป็นเกรนหรือเม็ดสีขึ้นในภาพที่เราเรียกว่า นอยส์ (Noise) ยิ่งค่า ISO สูงมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีสัญญาณรบกวนหรือนอยส์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากต้องการได้ภาพถ่ายคุณภาพดีก็ไม่ควรเลือกใช้ค่าความไวแสงที่สูง มากนอกเสียจากในกรณีที่เลี่ยงไม่ได้ เช่นเมื่อต้องถ่ายในสภาพแสงน้อยในที่ที่ห้ามใช้แฟลช แต่หากต้องการให้ภาพดูหยาบ เก่า เพื่อเสริมบรรยากาศให้กับภาพ การเลือกใช้ค่า ISO สูงๆ ก็ถือเป็นอีกเทคนิคที่นิยมใช้กัน โดยมากจะใช้กับภาพแนวไลฟ์ ภาพถ่ายชิวิตผู้คน ภาพขาว-ดำ หรือซีเปีย
ใน กล้องแต่ละรุ่นจะใช้เซนเซอร์และตัวประมวลผลที่มีคุณภาพต่างกันขึ้นอยู่กับ ชนิดและระดับราคาของกล้อง ความแตกต่างนี้จะมีผลต่อการปรับเลือกค่าความไวแสงด้วย กล้อง DSLR เกรดโปรรุ่นปัจจุบัน ให้ไฟล์ภาพที่เนียนสวยแม้เลือกใช้ความไวแสงสูงระดับ ISO 1600 ในขณะที่กล้องระดับล่างหรือกล้องคอมแพ็คขนาดเล็กให้ภาพที่หยาบจนเห็นเม็ดสี ที่ผุดขึ้นในภาพได้อย่างชัดเจนที่ค่าความไวแสงเดียวกัน บางรุ่นจะถูกจำกัดขนาดความละเอียดของภาพเมื่อต้องการใช้ความไวแสงสูง อย่างเช่นกล้องที่มีความละเอียดสูงสุด 10 ล้านพิกเซล ความไวแสงปกติจะอยู่ในช่วง ISO 100-800 ถ้าต้องการใช้ความไวแสงสูงขึ้นถึง ISO 1600 หรือ 3200 ต้องถ่ายที่ความละเอียดเพียง 5 ล้านพิกเซล อย่างนี้เป็นต้น ก่อนการเลือกซื้อกล้องดิจิตอลจึงควรตรวจดูรายละเอียดให้ดีว่าค่า ISO ที่ระบุเป็นค่าที่แท้จริงหรือไม่
 
ที่มา http://www.zmos.net/howto/87-basic-photography/140-iso

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

ฟิลเตอร์ CPL


   

       ฟิลเตอร์ C-PL คือ Circular Polarizing Filter เรียกสั้นว่า C-PL หน้าที่หลักๆ ของมันก็คือ
- ตัดแสงสะท้อน เช่น แสงสะท้อนจากผิวน้ำ และวัสดุที่มีพื้นผิวมันประเภทโลหะหรือแก้ว(ได้เล็กน้อย)
- ทำให้ท้องฟ้ามีสีเข้มขึ้น
- เพิ่มความอิ่มตัวของสี (Color Saturation)
- ตัดแสงสะท้อนจากแผ่นกระจกใส ทำให้เห็นสิ่งที่อยู่ในกระจกชัดเจนขึ้น
  
 
     วิธีใช้ฟิลเตอร์ C-PL ที่ถูกต้องและได้ประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น ต้องดูตำแหน่งของดวงอาทิตย์ก่อน
แล้วหามุมโพราไรซ์(PL)กล่าวคือ ต้องตั้งกล้องให้ทำมุม 90 องศา กับดวงอาทิตย์ อาจจะงงๆ นะครับ ง่ายๆ ก็คือ ทำนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ให้เป็นรูปตัว L (แนวตั้ง)นำนิ้วชี้ชี้ไปที่ดวงอาทิตย์ นิ้วโป้งที่เหลือว่างๆ ชี้ไปทางทิศทางใดนั่นก็คือมุมโพราไรซ์นั่นเองครับ 
 
ที่มา...http://www.dlfreemag.com/home.php?home_p=1&mode=tips&id=20

กล้อง dslr กับ Mirrorless

Mirrorless แปลว่า “ไร้กระจก”
กล้อง SLR จะมีกระจกอยู่ 1 บานที่มีหน้าที่สะท้อนภาพที่เข้ามาจากเลนส์ไปยัง Viewfinder ที่เรามองๆกันอยู่ ส่วนกล้องไร้กระจกก็คือกล้องที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้เหมือน SLR แต่ว่าตัดในส่วนของกระจกสะท้อนภาพนี้ออกไป ทำให้มีขนาดที่เล็กลงมากนั่นเอง
 

ตามภาพด้านบน ฝั่งซ้ายมือเป็นการทำงานของกล้อง DSLR // ขวาเป็นการทำงานของกล้อง Mirror-less


DSLR จุดเด่น ก็คงเป็นเรื่องของ การควบคุมกล้อง ทั้งในด้านการจับถือ การเข้าถึงเมนูต่างๆได้สะดวกรวดเร็ว และความรู้สึก ในการมองภาพผ่าน Viewfinder

Mirror-less จุดเด่น ขนาดที่เล็กมาก พกพาสะดวกน้ำหนักเบา

ถ้าต้องการคุณภาพของภาพที่มากกว่าก็ต้อง DSLR 
ถ้าต้องการพกพาสะดวก ก็ Mirrorless

ที่มา...http://www.digital2home.com/tips/2012/dslr-vs-mirror-less/

เริ่มเรื่อง

อันนี้ต้องขอบอกก่อนนะครับว่าเป็นบทความที่เอามาจากที่ต่างๆ
เพราะผมสนใจเรื่องกล้องก็รวมๆมา
เผื่อบางคนจะสนใจเข้ามาอ่านที่เดียวก็ได้หมดอิอิ